ยกระดับมาตรฐาน Penetration Testing ในไทยด้วย iPentest โดย Manao Software

สารบัญ

ตามข้อมูลจาก Gartner จำนวนผู้ซื้อที่ระบุว่า “การจัดการภัยคุกคามด้านความปลอดภัย” เป็นหนึ่งในความท้าทายหลักของธุรกิจ เพิ่มขึ้นถึง 46% ตั้งแต่ปี 2024 สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามไซเบอร์กำลังทวีความซับซ้อนและส่งผลต่อทุกอุตสาหกรรมโดยตรง

หนึ่งในแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพที่สุดในการเสริมความปลอดภัยของระบบ คือ Penetration Testing หรือการทดสอบเจาะระบบโดยแฮกเกอร์สายขาว จำลองสถานการณ์โจมตีจริงเพื่อค้นหาช่องโหว่ก่อนที่อาชญากรไซเบอร์จะพบ ซึ่งเดิมทีวิธีนี้นิยมใช้เฉพาะในภาคการเงินการธนาคาร แต่ปัจจุบันได้ถูกนำไปใช้ในองค์กรทุกประเภทที่ต้องการวางเกราะป้องกันให้ข้อมูลและระบบมีความปลอดภัยสูงสุด

สำหรับ Manao Software ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์เฮาส์ที่ทำงานร่วมกับลูกค้าทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เราเห็นความสำคัญของการทำ Penetration Testing อย่างยิ่ง และได้ผสานแนวทางนี้เข้ากับกระบวนการพัฒนาระบบของเราอย่างจริงจัง เพื่อให้ลูกค้าได้รับโซลูชันที่ มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล รองรับข้อกำหนดทางกฎหมาย และพร้อมรับความเสี่ยงในอนาคต

Penetration Testing คืออะไร?

ก่อนเข้าสู่หัวข้อเชิงลึก มาทำความเข้าใจความหมายของ Penetration Testing แบบง่ายที่สุดกันก่อน

ลองนึกถึงหลักการทำงานของวัคซีน กล่าวคือ เมื่อเรานำเชื้อโรคอ่อน ๆ เข้าสู่ร่างกาย เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้เรียนรู้ในการป้องกันตัวเอง Penetration Testing ก็ทำงานคล้ายกัน เพียงแต่แทนที่จะเป็นเชื้อโรค คุณกำลัง “เชิญ” แฮกเกอร์สายขาวเข้ามาทดสอบความแข็งแรงของระบบในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ เป้าหมายของพวกเขาคือค้นหาช่องโหว่ เหมือนแพทย์ที่ตรวจสุขภาพเชิงลึกเพื่อหา “ปัญหาที่มองไม่เห็น” ก่อนที่จะลุกลามเป็นอันตราย และในกรณีนี้ แฮกเกอร์ไม่ได้มุ่งสร้างความเสียหาย แต่ช่วยให้คุณรู้จุดอ่อนก่อนที่ผู้ไม่หวังดีจะพบมัน

แนวทางนี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถทำให้ระบบแข็งแรงขึ้น ปิดช่องโหว่ก่อนใช้งานจริง และเพิ่มความทนทานต่อภัยคุกคามโลกจริง 

การนำประเทศไทยสู่ยุค Intelligence-Led Penetration Testing

นับตั้งแต่ปี 2020 ประเทศไทยได้เดินหน้าสู่โมเดล Thailand 4.0 อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ด้านการปรับโครงสร้างประเทศสู่ระบบดิจิทัลในวงกว้าง ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น การธนาคาร การผลิต การศึกษา และอีกมากมาย เมื่อการใช้งานดิจิทัลเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการด้านความปลอดภัยของระบบที่แข็งแกร่งจึงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ทำให้ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อรองรับการใช้งานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรม

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับ Thailand Banking Sector – Cyber Security Coordination Center (TB-CERT) ได้จัดทำแนวทาง iPentest หรือ Intelligence-Led Penetration Testing Guideline โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของระบบดิจิทัล และเตรียมองค์กรให้พร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

iPentest คืออะไร?

iPentest คือรูปแบบขั้นสูงของ Penetration Testing ซึ่งมักถูกเรียกว่า Red Teaming จุดเด่นคือการใช้ข้อมูลฐานภัยคุกคามปัจจุบัน (Threat Intelligence) มาจำลองสถานการณ์การโจมตีที่ใกล้เคียงเหตุการณ์จริงที่สุด ทดสอบทั้งระบบ เทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการภายในองค์กร 

แม้ iPentest ถูกพัฒนามาเพื่อสถาบันการเงินเป็นหลัก แต่ปัจจุบันได้ถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลในระดับสูง ช่วยให้องค์กรสามารถประเมินความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักการสำคัญของ iPentest

การทำ iPentest เป็นกระบวนการที่ต้องทำงานร่วมกันระหว่างผู้ทดสอบ นักพัฒนา และเจ้าของระบบ ก่อนเริ่มการทดสอบ จำเป็นต้องวางหลักการ 4 ข้อต่อไปนี้ให้ชัดเจน

1. การกำกับดูแลการทดสอบเจาะระบบ

กำหนดบทบาท หน้าที่ และกระบวนการที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน รวมถึงเกณฑ์การคัดเลือกผู้ทดสอบ พร้อมมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจกระทบการดำเนินธุรกิจระหว่างการทดสอบ

2. การใช้ Threat Intelligence

สถานการณ์จำลองต้องสอดคล้องกับความเสี่ยงที่สถาบันการเงินเผชิญอยู่จริงรวมถึงรูปแบบการโจมตีที่เกิดขึ้นจริงในโลกไซเบอร์ เพื่อให้ผลการทดสอบออกมาใกล้เคียงสภาพแวดล้อมจริงมากที่สุด

3. แผนการทดสอบและผลลัพธ์ที่ใช้ประโยชน์ได้

เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดผลกระทบระหว่างการทดสอบ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรสรุปและทบทวนผลการทดสอบร่วมกัน จากนั้นจัดทำแผนปรับปรุง พร้อมกำหนดกรอบเวลาในการแก้ไขอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผลลัพธ์สามารถนำไปใช้พัฒนาระบบได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด

4. การนำเสนอผลการทดสอบ

รายงานผลการทดสอบต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นรายละเอียดเชิงลึก นำเสนอต่อคณะผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องพิจารณา ตามกระบวนการรายงานความเสี่ยงด้าน IT ที่สถาบันการเงินกำหนดไว้ เพื่อให้สามารถตัดสินใจและดำเนินการแก้ไขได้อย่างเหมาะสม

ทำไม iPentest จึงเป็นกุญแจสำคัญต่อการปฏิบัติตาม GDPR?

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป หรือ GDPR เป็นกฎหมายด้านการปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัวที่มีความครอบคลุมและเข้มงวดกว่า PDPA ของไทยอย่างมาก ทำให้การปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้เป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะสำหรับผู้พัฒนาและผู้ให้บริการที่อยู่นอกสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตาม การนำ iPentest มาใช้ในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสามารถด้าน Penetration Testing ของประเทศอย่างเห็นได้ชัด แนวทางนี้ช่วยให้ระบบที่พัฒนาในไทยมีโครงสร้างด้านความปลอดภัยที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงข้อกำหนดสำคัญของ GDPR

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง iPentest มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดของ GDPR มาตรา 32 ซึ่งกำหนดให้องค์กรต้องมีมาตรการด้านเทคนิคและมาตรการเชิงองค์กรที่เหมาะสม เพื่อให้ระดับความปลอดภัยสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เกิดจากการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล สิ่งนี้สะท้อนว่า iPentest  ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศ แต่ยังสนับสนุนให้องค์กรในไทยสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสากลได้อย่างมั่นใจอีกด้วย

GDPR มาตรา 32

สรุปเกณฑ์สำคัญที่ต้องปฏิบัติตามเมื่อองค์กรต้องการให้เป็นไปตาม GDPR มาตรา 32 ได้ ดังนี้

Risk Assessment

องค์กรต้องประเมินและระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมกำหนดมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงนั้น

Technical Measures

รวมถึงการนำมาตรการด้านเทคนิคมาใช้ เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การควบคุมสิทธิ์เข้าใช้งาน (เช่น Multi-Factor Authentication) และแผนรับมือเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์

Organizational Measures

ประกอบด้วยนโยบายและกระบวนการ เช่น แนวทางการจัดการข้อมูลสำหรับพนักงาน การตรวจสอบความปลอดภัยเป็นประจำ และการอบรมพนักงาน

Ongoing Effectiveness

ต้องมีการทดสอบ ประเมินผล และตรวจสอบความมีประสิทธิภาพของมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

Demonstrating Compliance

สามารถดำเนินการแสดงหลักฐานได้ผ่านการจัดทำเอกสาร การตรวจสอบ หรือการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางของ iPentest บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ในไทยอย่าง Manao Software สามารถพัฒนาระบบที่รองรับ GDPR ได้อย่างมั่นใจ และพร้อมแข่งขันในระดับสากลอย่างเต็มรูปแบบ

การพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากลโดย Manao Software

ความปลอดภัยไม่ใช่แค่ส่วนเสริม แต่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาซอฟต์แวร์

ที่ Manao Software เรายึดหลักนี้ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ด้วยประสบการณ์มากกว่า 18 ปีและผลงานระดับสากล ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกต้องทำอย่างไร

เราเลือกใช้แนวทาง Intelligence-Led Penetration Testing (iPentest) และปรับกระบวนการพัฒนาให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ GDPR เพื่อให้ทุกระบบที่เราส่งมอบมีความปลอดภัย เชื่อถือได้ และสามารถรองรับความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

สำหรับเรา ซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัยไม่ใช่ “คุณสมบัติหนึ่งที่พึงมี” แต่มันคือ “พื้นฐานที่ต้องมี”

พร้อมพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัยหรือยัง?

หากคุณกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ที่สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะทางให้สอดคล้องตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล มาพูดคุยกับเราได้เลย Manao Software พร้อมช่วยคุณสร้างระบบที่มั่นคง ปลอดภัย และรองรับการขยายในอนาคต ติดต่อ Manao Software

Written By: Nitinon T., Mid-level Marketing Executive 

ไม่แน่ใจว่าบริการไหนเหมาะกับคุณ?

เพียงติดต่อเรา เราจะช่วยคุณแก้ไขปัญหา และหาบริการที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ

บทความล่าสุด

Mobile App Development: What Businesses Need to Know 

Good mobile app development starts with understanding what people actually need to do with the app. From there, decisions need to be made about the user experience, iOS and Android, technology, backend systems, integrations, security, testing, and what happens after launch.