เข้าใจ PDPA คืออะไร เพื่อการพัฒนาแอปพลิเคชันอย่างถูกต้อง

เข้าใจ PDPA คืออะไร

สารบัญ

การพัฒนาซอฟต์แวร์หนึ่งระบบต้องผ่านหลายขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา ทดสอบ ไปจนถึงการดูแลหลังใช้งาน และในทุกขั้นตอนมี “การจัดการข้อมูลส่วนบุคคล” เข้ามาเกี่ยวข้อง 

แต่มี “องค์ประกอบสำคัญ” อย่างหนึ่งที่หลายบริษัทมักมองข้าม นั่นคือเรื่อง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับแอปและซอฟต์แวร์แทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นระบบสมาชิก แอปขายของ ระบบ HR หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ 

หากองค์กรของคุณกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือระบบที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลผู้ใช้งาน การเข้าใจ PDPA อย่างถูกต้องถือเป็นสิ่งจำเป็นตั้งแต่เริ่มต้น 

PDPA คืออะไร? 

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า PDPA (Personal Data Protection Act) คือกฎหมายที่ออกมาเพื่อปกป้อง “ข้อมูลส่วนบุคคล” ของเรา 

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ 
 
องค์กรจะเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลของเราไม่ได้ หากไม่มีเหตุผลที่กฎหมายรับรอง เช่น ได้รับความยินยอมจากเรา หรือมีความจำเป็นตามสัญญาหรือหน้าที่ตามกฎหมาย และต้องแจ้งให้เราทราบอย่างชัดเจนเสมอ 
 
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดในชีวิตประจำวัน: 

แบบที่ถูกกฎหมาย 

  • ร้านค้าออนไลน์เก็บที่อยู่เพื่อจัดส่งสินค้า: ทำได้ เพราะจำเป็นต่อการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขาย 
  • โรงพยาบาลเก็บประวัติการรักษา: ทำได้ เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย 
  • แอปขอ consent ก่อนส่ง newsletter: ทำได้ เพราะได้รับความยินยอมชัดเจน 

แบบที่ผิดกฎหมาย 

  • เว็บไซต์ขายข้อมูลลูกค้าให้บริษัทโฆษณา โดยไม่แจ้งและไม่ขอ consent 
  • บริษัทนำเบอร์โทรที่ลูกค้าให้ไว้เพื่อติดต่องาน ไปใช้ส่ง SMS โปรโมชัน 
  • HR ส่งข้อมูลพนักงานให้บุคคลภายนอกโดยไม่มีเหตุผลรองรับ 
     

สรุปง่าย ๆ คือ เก็บข้อมูลได้เฉพาะสิ่งที่จำเป็น ใช้ได้เฉพาะตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ และห้ามนำไปใช้เรื่องอื่นโดยพลการ 

ข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร? 

ตัวอย่างข้อมูลที่ PDPA คุ้มครอง เช่น 

  • ชื่อ–นามสกุล 
  • ที่อยู่ 
  • เบอร์โทรศัพท์ 
  • อีเมล 
  • รูปถ่าย 
  • เลขบัตรประชาชน 
  • เลขบัญชีธนาคาร 
  • รหัสผ่าน 

รวมถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เช่น ข้อมูลสุขภาพ ศาสนา หรือข้อมูลชีวภาพ 

PDPA เกี่ยวข้องกับ Custom Software อย่างไร 

ระบบซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ที่องค์กรใช้งาน มักมีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอยู่เสมอ โดยเฉพาะ Custom Software ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานเฉพาะขององค์กร ตัวอย่างเช่น 

  • ระบบ HR ที่เก็บข้อมูลพนักงาน 
  • ระบบ CRM ที่เก็บข้อมูลลูกค้า 
  • ระบบ E-commerce ที่เก็บข้อมูลการสั่งซื้อ 
  • Mobile Application ที่เก็บข้อมูลผู้ใช้งาน 
  • ระบบสมาชิกที่เก็บข้อมูลบัตรประชาชน เบอร์โทร หรืออีเมล 

เมื่อมีการออกแบบระบบเหล่านี้ เท่ากับกำลังออกแบบกระบวนการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลไปพร้อมกัน 

ดังนั้น การพัฒนา Custom Software ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย จึงควรคำนึงถึงหลักการของ PDPA ควบคู่กันไป แนวคิดนี้เรียกว่า Privacy by Design ซึ่งหมายถึงการฝัง privacy เข้าไปในโครงสร้างของระบบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่นำมาแก้ไขทีหลัง เพื่อให้ระบบสามารถจัดการข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล 


เหตุผลที่ต้องมี PDPA 

PDPA มีจุดประสงค์หลักในการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล แต่ยังครอบคลุมความสำคัญในหลายมิติที่ส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์กรโดยตรง 

การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล  

PDPA ให้อำนาจแก่เจ้าของข้อมูลในการควบคุมข้อมูลของตนเองได้มากขึ้น เช่น สิทธิในการขอเข้าถึงข้อมูล สิทธิในการแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และสิทธิในการขอให้ลบข้อมูลเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องเก็บอีกต่อไป 

การป้องกันการละเมิดข้อมูล  

กฎหมายกำหนดให้องค์กรต้องมีมาตรการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลจากการสูญหาย รั่วไหล หรือถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ในทางปฏิบัติ องค์กรควรดำเนินการทดสอบความมั่นคงปลอดภัยของระบบอย่างสม่ำเสมอ เช่น การทำ QA Testing เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการทำงาน และ Security Testing เพื่อประเมินช่องโหว่ที่อาจเป็นความเสี่ยงต่อข้อมูล ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดโอกาสการรั่วไหลได้อย่างเป็นรูปธรรม 

การสร้างความโปร่งใส  

องค์กรมีหน้าที่แจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบอย่างชัดเจนว่าข้อมูลถูกเก็บรวบรวมเพื่อวัตถุประสงค์ใด นำไปใช้อย่างไร และเปิดเผยให้ใครบ้าง ความโปร่งใสนี้ไม่เพียงแต่เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย แต่ยังช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างองค์กรและผู้ใช้งานในระยะยาว 

การยกระดับมาตรฐานสากล  

PDPA ช่วยยกระดับมาตรฐานการจัดการข้อมูลของประเทศไทยให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลในระดับสากล โดยเฉพาะ GDPR ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายคุ้มครองข้อมูลที่เข้มงวดที่สุดในโลกและถูกใช้เป็นต้นแบบในการร่าง PDPA สิ่งนี้ช่วยให้องค์กรไทยที่ทำธุรกิจกับคู่ค้าต่างประเทศสามารถสร้างความน่าเชื่อถือด้านการจัดการข้อมูลได้ในระดับที่เป็นที่ยอมรับสากล 

ขั้นตอนทำให้ระบบตรงตามมาตรฐาน PDPA คืออะไร ? 

หลังจากเรารู้จักว่า PDPA คืออะไรแล้ว มาดูกันเลยว่าทำอย่างไร ระบบซอฟต์แวร์ หรือแอปฯ ของเราจะได้มาตรฐาน PDPA และสามารถนำไปใช้งานได้อย่างปลอดภัย 

ขั้นตอนที่ 1: การรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) 

ขั้นตอนนี้มีหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Privacy Policy ที่เหมาะสมกับระบบที่คุณต้องการ โดยมีนโยบายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น HR Privacy Policy, CCTV Policy, Data Processing Agreement โดยแต่ละนโยบาย จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับระบบของคุณ 

ในกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลจาก Cookie หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ ให้กับผู้ให้บริการภายนอก (Third Party) เช่น บริษัทโฆษณา หรือเครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ องค์กรต้องแจ้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน มีฐานทางกฎหมายที่เหมาะสมรองรับ และต้องมีข้อตกลงกับผู้ให้บริการภายนอกเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะถูกดูแลและใช้งานในขอบเขตที่กำหนดเท่านั้น การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปแชร์กับ Third Party โดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ ไม่แจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบ หรือไม่มีมาตรการคุ้มครองที่เพียงพอ ถือเป็นการละเมิด PDPA และอาจมีโทษทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และโทษปรับทางปกครอง 

ขั้นตอนที่ 2: การใช้ หรือประมวลผลข้อมูลส่วนตัว  

แต่ละหน่วยงานในองค์กรควรร่วมกันกำหนดแนวปฏิบัติในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (SOP) และจัดทำบันทึกรายการการประมวลผลข้อมูล (ROPA) ให้ครบถ้วน ครอบคลุมทั้งข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์และเอกสารกระดาษ รวมถึงข้อมูลทั่วไปและข้อมูลอ่อนไหว เช่น เชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ หรือข้อมูลชีวภาพอย่างใบหน้าและลายนิ้วมือ 

พร้อมกันนี้ ต้องจำกัดการเข้าถึงและไม่เปิดเผยข้อมูลให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อป้องกันความเสี่ยงและการละเมิดข้อมูล 

ขั้นตอนที่ 3: มาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว 

สร้างระบบการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความปลอดภัย และแน่นหนา การรักษาความลับ (Confidentiality) ความถูกต้องครบถ้วน (Integrity) และสภาพพร้อมใช้งาน (Availability) ซึ่งควรครอบคลุมถึงมาตรการป้องกันด้านการบริหารจัดการ (Administrative Safeguard) มาตรการป้องกันด้านเทคนิค (Technical Safeguard) และมาตรการป้องกันทางกายภาพ (Physical Safeguard) 
 
มาตรการสำคัญอีกประการหนึ่งที่ PDPA กำหนดคือการบริหารจัดการระยะเวลาการเก็บข้อมูล (Data Retention) องค์กรควรกำหนดนโยบายให้ชัดเจนว่าข้อมูลแต่ละประเภทจะถูกเก็บไว้นานเพียงใด โดยยึดหลักการเก็บเท่าที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้เท่านั้น 

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลการสนทนา หรือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอื่น ๆ ที่เก็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์หรือแอปพลิเคชัน เมื่อหมดวัตถุประสงค์หรือพ้นระยะเวลาที่กำหนดแล้ว องค์กรมีหน้าที่ลบหรือทำลายข้อมูลเหล่านั้นอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกเก็บไว้โดยไม่จำเป็นและเกิดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลในภายหลัง 

การมีนโยบาย Data Retention ที่ชัดเจนจึงไม่ใช่เพียงข้อกำหนดทางกฎหมาย แต่ยังเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรในระยะยาว 

นอกจากนั้นยังต้องมีกระบวนการ Breach Notification Protocol หรือการแจ้งเตือนข้อมูลหลังจากที่มีผู้ประสงค์ร้ายพยายามเข้าถึงระบบของผู้ใช้โดยพลการ 

ขั้นตอนที่ 4: การส่งหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล 

ควรทำสัญญาหรือข้อตกลงกับผู้ให้บริการภายนอก เช่น จัดทำ Data Processing Agreement (DPA) เพื่อกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ให้เป็นไปตามมาตรฐานของ PDPA อย่างชัดเจน 

ตัวอย่างเช่น หากมีการโอนข้อมูลไปต่างประเทศ ควรมีสัญญากับบริษัทปลายทาง เพื่อยืนยันว่าจะดูแลและปกป้องข้อมูลตามมาตรฐานเดียวกับที่กฎหมายกำหนด 

ขั้นตอนที่ 5: การกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล

องค์กรควรมีผู้รับผิดชอบด้านการคุ้มครองข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น DPO (Data Protection Officer) สำหรับองค์กรที่กฎหมายกำหนด หรือทีมกำกับดูแลภายในสำหรับองค์กรทั่วไป โดยผู้รับผิดชอบควรมีความรู้ทั้งด้านกฎหมาย PDPA และด้านเทคโนโลยี และทำงานร่วมกับทีมกฎหมายและทีมเทคนิคอย่างใกล้ชิด 

นอกจากนี้ ควรเตรียมช่องทางรองรับการใช้สิทธิ์ของเจ้าของข้อมูลให้พร้อม เช่น การขอเข้าถึง แก้ไข ลบข้อมูล หรือการร้องเรียน เพื่อให้สามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด 

เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล DPO คือ 

DPO หรือ Data Protection Officer คือผู้รับผิดชอบกำกับดูแลการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดขององค์กร ทั้งข้อมูลที่ใช้ภายในและที่เกี่ยวข้องกับภายนอก ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ตรวจสอบ และควบคุมการใช้ข้อมูลให้เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล องค์กรไม่สามารถขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของ DPO หรือเลิกจ้างเพียงเพราะการทำหน้าที่ดังกล่าวได้ 

ทุกองค์กรต้องมี DPO หรือไม่? 

คำตอบคือ ทุกองค์กรไม่จำเป็นที่จะต้องมี DPO ซึ่งหากองค์กรธุรกิจมีขนาดเล็กหรือไม่ได้มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูล อาจจะไม่จำเป็นต้องจ้าง DPO เข้ามาทำหน้าที่ในส่วนนี้ ซึ่งองค์กรที่ควรที่จะมี DPO จะต้องเข้าข่ายเหล่านี้: 

  • องค์กร หรือหน่วยงานของรัฐ 
  • ธุรกิจที่มีการเก็บ ใช้ หรือวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากเป็นประจำ 
  • ธุรกิจที่จัดการข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data) จำนวนมาก เช่น ข้อมูลสุขภาพ ชีวภาพ
PDPA องค์กรที่พัฒนาซอฟต์แวร์ 

PDPA Checklist สำหรับองค์กรที่พัฒนาซอฟต์แวร์ 

สำหรับองค์กรที่กำลังพัฒนาเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือระบบ Custom Software สามารถใช้ checklist ต่อไปนี้เพื่อตรวจสอบความพร้อมของระบบ 

✔ มี Privacy Policy ที่ชัดเจน 
✔ มีระบบขอความยินยอมจากผู้ใช้งาน 
✔ เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็นต่อการใช้งาน 
✔ มีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลในระบบ 
✔ ระบบสามารถบันทึกการเข้าถึงข้อมูล (Audit Log) 
✔ มีมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูล 
✔ มีการเข้ารหัสข้อมูลสำคัญ 
✔ มี Data Retention Policy 
✔ มีการลบข้อมูลเมื่อหมดความจำเป็น 
✔ มีข้อตกลงกับผู้ให้บริการภายนอก (DPA) 

Manao Software และการพัฒนาซอฟต์แวร์ตามมาตรฐาน PDPA  

ที่ Manao Software เราออกแบบและพัฒนาระบบโดยคำนึงถึง Data Privacy และ Security ตั้งแต่ต้น (Privacy by Design) เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานระบบได้อย่างมั่นใจ ทั้งในด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และความเสถียรในระยะยาว 

  • ประสบการณ์ทำงานที่มีมากกว่า 18 ปี  พัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งที่ใช้ใน และนอกประเทศ โดย Project Manager และโปรแกรมเมอร์มืออาชีพ 
  • การทดสอบคุณภาพซอฟต์แวร์ (Quality Assurance) มาตรฐาน ISTQB ระดับ Gold ISTQB-Certified แห่งเดียวในประเทศไทย การันตีคุณภาพทุกขั้นตอน 
  • มีประสบการณ์ด้าน Penetration Testing และการพัฒนาระบบที่มีมาตรการความปลอดภัยในระดับองค์กรนานาชาติ โดยออกแบบและทดสอบระบบให้รองรับข้อกำหนดด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามแนวทางของ PDPA และ GDPR 

หากองค์กรของคุณกำลังพัฒนาหรือปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ และต้องการให้กระบวนการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลรองรับข้อกำหนดของ PDPA ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ทีม Manao Software มีประสบการณ์ในการพัฒนาระบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลควบคู่กับคุณภาพของซอฟต์แวร์ หากต้องการปรึกษาแนวทางที่เหมาะกับองค์กรของคุณ ทีมของเรายินดีให้คำแนะนำ 

ไม่แน่ใจว่าบริการไหนเหมาะกับคุณ?

เพียงติดต่อเรา เราจะช่วยคุณแก้ไขปัญหา และหาบริการที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ

บทความล่าสุด

Mobile App Development: What Businesses Need to Know 

Good mobile app development starts with understanding what people actually need to do with the app. From there, decisions need to be made about the user experience, iOS and Android, technology, backend systems, integrations, security, testing, and what happens after launch.